วัดหน้าพระเมรุ

สถานที่ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสันติสุขของบ้านเมืองอย่างยิ่งยวด เมื่อวัดที่สร้างในสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 พ.ศ.2046 เดิมชื่อ วัดพระเมรุราชิการามแห่งนี้ เคยเป็นที่พระมหาจักรพรรดิใช้ทำสัญญาสงบศึกสงครามช้างเผือกกับพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง เมื่อ พ.ศ.2092 ตลอดสมัยอยุธยาจึงได้รับดูแลอย่างดี และได้รับการบูรณะในสมัยพระเจ้าบรมโกศ เมื่อคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 ก็รอดเพลิงผลาญของพม่ามาได้

จนได้รับการบูรณะอีกครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ วัดนี้มีพระพุทธรูปเก่าแก่ในสภาพสมบูรณ์มาก องค์หนึ่งนั้นประดิษฐานภายในพระอุโบสถใหญ่ขนาด 9 ห้องหรือประมาณ 41 เมตรครึ่ง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ซึ่งเหยียบอยู่บนเศียรของพญานาคล่างลงไปเป็นราหู ล้อมรอบด้วยหมู่เทวดาประนมมืออยู่ 26 องค์ลงรักปิดทองประดับกระจก ประตูเข้าด้านหน้าอุโบสถมี 3 บาน ช่องกลางมีขนาดกว้างใหญ่ที่สุดประดับยอดปราสาทสำหรับบุคคลสำคัญเท่านั้น ต่อมาดัดแปลงเป็นซุ้มหน้าต่างแทน ภายในมีเสาแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ 8 คู่ หัวเสาเป็นยอดดอกบัวตูมรับเครื่องหลังคาขนาดมหึมาตลอดคานไม้และขื่อประดับลายแกะไม้รวมถึงดาวเพดานที่แกะได้อลังการราวกับดวงดาวในท้องฟ้าแต่สำคัญและงดงามที่สุดคือ พระพุทธรูปทรงเครื่ององค์ใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งที่เคยค้นพบ ประทับนั่งปางมารวิชัย พระพักตร์สง่า สงบนิ่งทว่าน่าเกรงขามยิ่งนัก หน้าตักกว้าง 9 ศอกเศษ สูง 6 เมตรเศษ พระนามว่าพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถหรือ พระพุทธนิมิตฯ โดยคำว่าพระพุทธรูปทรงเครื่องนั้นตีความได้ 2 ประการ คือหนึ่ง หมายถึงพระศรีอาริยเมตไตรยผู้ซึ่งจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ 5 ปัจจุบันพระองค์ยังเป็นเทพบุตรอยู่ในสรวงสวรรค์จึงทรงเครื่องเทวดา หรือสอง หมายถึงเรื่องราวพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าทรมานพญามารชมพูบดี ผู้ชอบอวดความมั่งคั่งแต่งกายสวยงาม พระพุทธเจ้าจึงเนรมิตพระองค์ให้มีความงามกว่าพญามาร เป็นการปราบมารในรูปแบบหนึ่ง. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thai.tourismthailand